ฝันร้ายแห่งปีศาแดง เผยสถิติยอดแย่

ฤดูกาล 2018-2019 ถือเป็นอีกหนึ่งซีซั่นที่แฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยากลืมไปให้เร็วที่สุด หลังจากที่ทีมรักของพวกเขาโชว์ฟอร์มได้ย่ำแย่เกือบตลอดทั้งฤดูกาล มีผลงานที่น่าผิดหวังด้วยการจบซีซั่นแบบมือเปล่า แถมยังไม่ติด 4 อันดับแรกของตารางคะแนนอีกต่างหาก

ในขณะที่ทีมอื่นๆ มีสถิติที่น่าภาคภูมิใจหลายอย่างในซีซั่นที่เพิ่งปิดฉากลงไปนั้น ตลอดช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา แมนฯ ยูไนเต็ด กลับสร้างสถิติที่แย่ๆ เอาไว้หลายอย่าง ซึ่งวันนี้เรารวมให้ดูว่ามีอะไรบ้าง

เสียประตูบ่อยจนกลายเป็นเรื่องคุ้นเคย

ตลอดช่วงหลายฤดูกาลก่อนหน้านี้ ดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตู แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถโชว์ฟอร์มเซฟอันสุดยอดจนช่วยทีมได้หลายต่อหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ในซีซั่นนี้ เด เคอา เป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง หลังจากที่เล่นพลาดจนทำให้ทีมเสียประตูแบบไม่น่าเชื่อหลายหน

ยิ่งไปกว่านั้น ในฤดูกาลนี้ยังมีช่วงหนึ่งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เสียประตูในทุกรายการมากถึง 13 นัดติดต่อกันด้วย ซึ่งมันถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 1971 ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เสียประตูติดต่อกันเยอะแบบนี้

ขณะเดียวกัน นับตั้งแต่ที่ลีกสูงสุดของอังกฤษเปลี่ยนชื่อมาเป็น พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาล 1992-93 นั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่เคยเสียประตูในลีกตลอดทั้งฤดูกาลถึงหลัก 50 ลูกเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดช่วงหลายซีซั่นก่อนหน้านี้ แม้ว่าจะมีบางฤดูกาลที่พวกเขาชวดแชมป์ลีกก็ตาม

น่าเศร้าที่ซีซั่น 2018-19 เกิดเรื่องอย่างนั้นขึ้นซะแล้ว โดยในซีซั่นนี้พวกเขาเสียไปถึง 54 ลูก ซึ่งนี่นับเป็นฤดูกาลที่พวกเขาเสียประตูในลีกมากที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 1978-79 โดยหนนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด เสียไป 63 ประตู

ขณะเดียวกัน นี่ยังเป็นฤดูกาลที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บคลีนชีทเวลาเล่นที่บ้านของตัวเองในเกมลีกสูงสุดได้น้อยที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 1962-63 ด้วย หลังจากที่ตลอดทั้งซีซั่นนี้พวกเขาเก็บคลีนชีทใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้เพียง 2 นัด โดยเกิดขึ้นในเกมที่เสมอกับ คริสตัล พาเลซ 0-0 และนัดเจ๊ากับ ลิเวอร์พูล แบบไร้สกอร์

ออกสตาร์ตสุดห่วยแตก

ในขณะที่เกม พรีเมียร์ลีก 17 นัดแรกมีแต้มให้เก็บเต็มที่มากสุดถึง 51 คะแนน แมนฯ ยูไนเต็ด กลับเก็บได้เพียงแค่ 26 คะแนนเท่านั้น โดยตอนนั้นกุนซือของพวกเขายังมีชื่อว่า โชเซ่ มูรินโญ่ อยู่ ซึ่งนี่ถือเป็นการที่ “ปีศาจแดง” เก็บแต้มในลีกได้น้อยที่สุดในช่วง 17 นัดแรก นับตั้งแต่ฤดูกาล 1990-91 ซึ่งหนนั้นพวกเขาก็ทำไปเพียง 26 แต้มเหมือนกัน

ผลงานดังกล่าวทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด แทบจะหมดลุ้นแชมป์ตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งฤดูกาลดีเลย และทำให้ มูรินโญ่ ต้องตกงานในที่สุด โดย แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของ มูรินโญ่ ยังเก็บแต้มในลีกได้เพียง 176 แต้มเท่านั้น ซึ่งถ้านับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2016 เป็นต้นมาแล้วล่ะก็ แมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้การกุมบังเหียนของ มูรินโญ่ ยังทำแต้มได้น้อยกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (222 คะแนน), ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (202 คะแนน), เชลซี (200 คะแนน) และ ลิเวอร์พูล (196 คะแนน) ซะอีก

แพ้ขาดระดับสถิติ

การปราชัยต่อ เอฟเวอร์ตัน 0-4 ถือเป็นการแพ้ด้วยสกอร์ที่ขาดลอยที่สุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด นับตั้งแต่ปี 2016 และถือเป็นการปราชัยแบบขาดลอยมากที่สุดในลีกเป็นอันดับ 4 ร่วมของพวกเขาด้วย โดยการแพ้ในลีกแบบเละเทะที่สุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด คือการพ่าย นิวคาสเซิ่ล 0-5 เมื่อปี 1996, แพ้ เชลซี 0-5 เมื่อปี 1999 และแพ้ แมนฯ ซิตี้ 1-6 เมื่อปี 2011แมนเชสเตอร์ กลายเป็นสีฟ้าหนักขึ้น

ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าตลอดช่วงหลายฤดูกาลที่ผ่านมา แมนฯ ซิตี้ ถือเป็นทีมที่ดีกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด “เรือใบสีฟ้า” ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง และคว้าแชมป์ได้เป็นกอบเป็นกำ ต่างกับอริร่วมเมืองที่ได้แชมป์ไปเพียงแค่ไม่กี่รายการ นับตั้งแต่ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บอกลาทีมไปเมื่อปี 2013

ในฤดูกาลนี้สีฟ้าของ แมนฯ ซิตี้ ก็ขยายขอบเขตครอบคลุมเมืองแมนเชสเตอร์มากขึ้น เมื่อ โจเซป กวาร์ดิโอล่า กุนซือของพวกเขากลายเป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่บุกไปเก็บชัยชนะที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้ครบทั้ง 3 นัดแรก แถมซีซั่นนี้ แมนฯ ซิตี้ ยังชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด แบบไปกลับด้วย โดยมันถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 ที่ แมนฯ ซิตี้ สามารถเอาชนะคู่อริร่วมเมืองในลีกได้ทั้งเหย้าและเยือน

กู่ไม่กลับ

นี่ถือเป็นหนที่ 4 จากรอบ 6 ซีซั่นหลังสุดที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จบฤดูกาลด้วยการไม่ติดอยู่ใน 4 อันดับแรกของตารางคะแนน (อันดับ 7 ในฤดูกาล 2013-14, อันดับ 5 ในฤดูกาล 2015-16, อันดับ 6 ในฤดูกาล 2016-17 และอันดับ 6 ในฤดูกาล 2018-19) และซีซั่นหน้าก็จะถือเป็นหนที่ 3 นับตั้งแต่หมดยุคของ เฟอร์กูสัน ที่พวกเขาจะไม่ได้เล่นเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก

นอกจากนี้ การเก็บได้เพียง 66 คะแนน ยังถือเป็นฤดูกาลที่ 4 ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บแต้มในเกม พรีเมียร์ลีก ได้ไม่ถึงหลัก 70 คะแนนด้วย แถมยังเป็นซีซั่นที่พวกเขาเก็บแต้มใน พรีเมียร์ลีก ได้น้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ร่วมอีกต่างหาก โดยฤดูกาลที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บแต้มใน พรีเมียร์ลีก ได้น้อยที่สุดคือฤดูกาล 2013-14 ภายใต้การทำทีมของ เดวิด มอยส์ ที่ทำไปได้เพียง 64 แต้ม

ยิ่งไปกว่านั้น การแพ้ คาร์ดิฟฟ์ 0-2 คาบ้านของตัวเองในนัดปิดฤดูกาล รวมถึงการที่ แมนฯ ซิตี้ บุกไปทุบ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 4-1 ในวันเดียวกัน ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีแต้มน้อยกว่าอีกฝ่ายถึง 32 คะแนน โดยนี่ถือเป็นซีซั่นที่พวกเขามีแต้มห่างจากแชมป์มากซะยิ่งกว่าฤดูกาล 1973-74 ซึ่งเป็นฤดูกาลล่าสุดที่พวกเขาตกชั้นซะอีก เพราะตอนนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด มีแต้มน้อยกว่า ลีดส์ ยูไนเต็ด 30 คะแนน แต่มันเคยมีซีซั่นที่เลวร้ายกว่านี้เหมือนกัน นั่นคือฤดูกาล 1930-31 ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ตกชั้นด้วยการมีแต้มห่างจาก อาร์เซน่อล ที่เป็นแชมป์ถึง 44 คะแนนเลยทีเดียว

ผลงานน่าอับอายในเกมยุโรป

แฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด หลายคนดีใจกันสุดขีดในตอนที่พวกเขาพลิกสถานการณ์ผ่าน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายมาได้ แต่สุดท้ายทีมของ โซลชา ก็ต้องจอดป้ายแค่รอบก่อนรองชนะเลิศ หลังจากแพ้ บาร์เซโลน่า คาบ้าน 0-1 ในนัดแรก ก่อนจะออกไปแพ้ 0-3 ทื่ คัมป์ นู

ทั้งนี้ การแพ้ด้วยสกอร์รวม 0-4 ถือเป็นความปราชัยแบบสกอร์รวมในเกมยุโรปที่ขาดลอยที่สุดในประวัติศาสตร์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยสถิติเดิมก่อนหน้านี้คือการแพ้ เอซี มิลาน 2-5 ในเกม ยูโรเปี้ยน คัพ (ชื่อเดิมของ แชมเปี้ยนส์ ลีก) เมื่อซีซั่น 1957-58 และการพ่าย แอตเลติโก มาดริด 1-4 ในเกม คัพ วินเนอร์ส คัพ รอบ 16 ทืมสุดท้าย เมื่อซีซั่น 1991-92

นอกจากนี้ นี่ยังเป็นฤดูกาลที่ แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ในเกมระดับทวีปยุโรปต่อ 1 ซีซั่นมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ร่วมด้วย ที่จำนวน 5 นัด แถมตอนที่แพ้ บาร์เซโลน่า คาบ้าน มันยังถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2005 ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยิงตรงกรอบไม่ได้เลยในเกมยุโรปอีกต่างหาก